พันแสงรุ้ง ตอน ภาษาไทใหญ่

 

คนไทใหญ่ส่วนใหญ่อาศัยในรัฐฉานประเทศพม่า นอกจากนี้อาศัยในจีนตอนใต้ รัฐอัสสัมประเทศอินเดีย ลาว และไทย คนไทใหญ่ในไทยมีมากในแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ชายไทใหญ่อพยพจากพม่ามาไทยด้วยความขัดแย้งทางการเมืองในพม่า บ้านเปียงหลวงเป็นพื้นที่มีชาวไทใหญ่เป็นจำนวนมาก เคยเป็นที่ตั้งกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ ชาวบ้านส่วนใหญ่เคยเป็นอดีตทหารไทใหญ่ รองลงมาคือ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสู่รบในพม่า มีทั้ง จีนฮ่อ ปะหลอง สีซอ ล้านนา ชาวไทใหญ่มีภาษาพูด ภาษาเขียนที่บอกความเป็นตัวตน มีการร่ำเรียนภาษาไทใหญ่ที่ลานหน้าบานของแกนนำชุมชน และที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวในแถบชายแดนไทยพม่า โดยจะเรียนในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน มีเนื้อหาหลักสูตร ป1-5 เรียนตั้งแต่พยัญชนะ สระ จนถึงสุขภาพอนามัย จริยธรรม ประเพณี การแต่งกาย ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เช่น ไทใหญ่ พม่ามีสิทธิเท่าเทียม สัญญาปางโหลง เป็นต้น ที่รัฐฉานในพม่าเมื่อสัญญาปางหลวงถูกยกเลิก หลักสูตรการเรียนไทใหญ่ก็ถูกยกเลิก ต้องร่ำเรียนกันตามวัดหรือตามหมู่บ้านเรียนสอนด้วยตนเอง อักษรไทใหญ่มาจากอักษรมอญโบราณเช่นเดียวกับล้านนาและพม่า มีการพัฒนาอักษรมาเป็นระยะ โดยอักษรไทใหญ่ที่ใช้กันทุกวันนี้ เป็นลิกไทใหม่ ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาษาที่สมบูรณ์ ส่วนลิกไทยเก่าจะใช้ในปั๊บสา ที่เป็นแหล่งรวบรวมคติธรรม ชาดก และคัมภีร์ทางศาสนา นอกจากภาษาไทใหญ่จะสามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของตนแล้วยังเป็นสื่อกลางในการสื่อสารอีกด้วย ไทยมีการใช้ภาษาไทใหญ่เพื่อสื่อสารกับแรงงานต่างด้าวเพื่อให้คำแนะนำและให้ข้อมูลสิทธิประโยชน์พื้นฐาน และที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสาธุประดิษฐ์ เป็นแหล่งพบปะรวมตัวของชาวไทใหญ่ และมีการเรียนการสอนภาษา ทั้งไทย ไทใหญ่ อังกฤษ และสอนคอมพิวเตอร์ ท่ามกลางความขัดแย้งและความไม่สงบคนไทใหญ่กำลังใช้ภาษาสื่อสารถึงกันและพยายามรักษาภาษาของชาติพันธุ์ตนเอง พร้อมต้องปรับตัวและเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรมที่แตกต่าง เพื่อให้เข้าใจและเท่าทันในความหลากหลายในโลกปัจจุบัน

 

 

Read more...

พันแสงรุ้ง ตอน พลังชนเผ่าพื้นเมือง

ปัญหาของชาวชนเผ่าพื้นเมืองหลัก ๆ คือ รัฐไม่รับรองสิทธิ การประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทับที่ทำกิน ความไม่มั่นคงของความเป็นอยู่เพราะที่ดินกำลังมีคนภายนอกเข้าครอบครอง ในอดีตรัฐให้ความสำคัญกับป่าไม้ในแง่สร้างรายได้ ให้มีสัมปทานป่าไม้ ส่งเสริมการเข้าไปเพาะปลูกเพื่อการค้า ทำให้พื้นที่ป่าสูญเสียไปร้อยละ 70 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ท้ายที่สุดรัฐก็ออกกฎหมายอนุรักษ์ป่าที่เหลืออยู่ซึ่งไปทับกับที่ทำกินของชนเผ่าพื้นเมือง ชนเผ่าพื้นเมืองถูกกดดัน จับกุม จนมีการรวมกลุ่มกันเพื่อต่อต้าน ปัญหานี้นักวิชาการมองว่าเพราะการตีความเรื่องการใช้ประโยชน์ในป่า ชนเผ่าพื้นเมืองทำกินในป่าและรักษาป่ามาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย แต่รัฐเข้ามายึดครองและมองว่าชนเผ่าพื้นเมืองไม่ใช่คนไทย ไม่มีสิทธิ ไม่มีการศึกษา มองว่ากฎหมายชอบธรรม ซึ่งขัดกับความเป็นจริง แต่ด้วยพลังชนเผ่าพื้นเมืองที่ยืนยันสิทธิการอยู่ร่วมกับป่า และมีการปรับตัวโดยใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมร่วมกับเครื่องมือสมัยใหม่ เกิดการทำโฉนดชุมชน มีการออกสำรวจแนวที่ทำกินเพื่อให้ได้แนวเขตชัดเจน ไม่ให้บุกรุกเพิ่ม แต่ละครอบครัวมีขอบเขตเท่าใด ใช้ประโยชน์อย่างไร เป็นฐานข้อมูลชุมชนเพื่อรับรองการใช้ไม่ใช่เพื่อการออกโฉนดที่เป็นสิทธิการกฎหมาย เป็นการออกให้ชุมชนเป็นผู้ดูแลพื้นที่ มอบสิทธิการใช้ให้สมาชิกสามารถสืบทอดแก่ลูกหลาน แต่ห้ามเปลี่ยนมือเว้นจะได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกห้ามขายสิทธิแก่คนภายนอก และห้ามบุกรุกเพิ่มเติมถ้ามีการละเมิดจะให้ดำเนินการทางกฎหมาย โดยกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองต้องยึดมั่นเสมอว่าไม่ว่าจะนโยบาย สถานะการณ์จะเปลี่ยนแค่ไหน พี่น้องชนเผ่าต้องรักในผืนดินของตนอันจะเป็นพลังสำคัญในการปกป้องป่าให้กับทุกคนบนแผ่นดินเดียวกัน 

 

Read more...

พันแสงรุ้ง ตอน พรุลานควาย

ลุ่มน้ำสายบุรีลุ่มน้ำสำคัญของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม่น้ำไหลลงจากเขามาที่ราบ น้ำไหลช้าคดโค้งในที่ราบ บางส่วนเป็นที่ต่ำจนเกิดเป็นพรุ หรือบึงน้ำจืด หลายแห่ง พรุเป็นแหล่งทรัพยากรของคนในพื้นที่ เป็นแหล่งเก็บกักน้ำหรือแก้มลิง โดยเฉพาะที่อ.รามัน จ.ยะลา อ.ทุ่งยาแดง จ.ปัตตานี พรุที่สำคัญ เช่น พรุโต๊ะแนแว พรุแฆ พรุลานควาย เป็นต้น พรุลานควายหรือพรุโต๊ะพราน เป็นพรุที่ใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำสายบุรี มีสภาพธรรมชาติหลากหลาย ทั้ง เป็น น้ำ พรุ ป่า หญ้า นา และสวน ครอบคลุมพื้นที่ 20 หมู่บ้านในจ.ยะลาและจ.ปัตตานี ฤดูฝนน้ำจะไหลรวมสู่พรุ พื้นที่จะขยายใหญ่มีบริเวณกว้าง จากนั้นน้ำไหลผ่านที่ราบลงสู่แม่น้ำสายบุรี ชาวบ้านจะใช้ภูมิปัญญาทำร่องน้ำเพื่อใช้น้ำทำนา บางส่วนกลายเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ บางส่วนเป็นบึง คลอง แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและแหล่งอาหารของผู้คน ชาวบ้านมีการจัดการทรัพยากรสืบต่อกันมา มีการกำหนดพื้นที่ส่วนรวม บางแห่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ บางแห่งเป็นป่าศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้าน และบางจุดให้เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ชุมชนพุทะและมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกัน พึ่งพาทรัพยากรร่วมกัน แต่ปัจจุบันพรุเสื่อมโทรมเพราะมีโครงการพัฒนาต่างๆที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้าน มีการทำคันดินกั้นน้ำทำให้พรุเปลี่ยนแปลงไปส่งผลกระทบอย่างมากกับชาวบ้าน แต่ชาวบ้านยังคงพึ่งพาประกิบอาชีพกับพรุ การจับปลาในพรุมีต้นทุนสูงขึ้น จับปลาได้น้อยลง และปลามีขนาดเล็กลง ชาวบ้านอยากแก้ไข อยากมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรชุมชนที่เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งพึ่งพา แหล่งภูมิความรู้ และบ่อเกิดแห่งวิถีชีวิตวัฒนธรรม จะดีเพียงใดหากความสมบูรณ์ในอดีตกลับคืนมา

 

Read more...

พันแสงรุ้ง ตอน พนมดงรักศึกษา ๒ ประวัติศาสาตร์และความสัมพันธ์ชายแดน

แผ่นดินอีสานละแวกเทือกเขาพนมดงรักจรดแม่น้ำโขงและทะเลสาบเขมร มีเทือกเขาพนมดงรักหรือพนมดงแหรกในภาษาเขมรเป็นจุดเชื่อมโยงผู้คนที่ราบ 2 ฝากฝั่งจนถึงทุกวันนี้ ในยุคโบราณกลุ่มผู้คนอยู่กันเป็นรัฐอิสระไม่มีขอบเขตชัดเจน ปัจจุบันมีร่องรอยอารยธรรมปราสาทหินนับไม่ถ้วน โบราณสถานเก่าแก่บางแห่งมีชุมชนที่นับถือว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คอยดูแล บางแห่งถูกทิ้งร้าง นักวิจัยมีการเข้าไปสำรวจทางโบราณคดีโดยใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมผสมผสานกับการสำรวจภาคพื้นดิน มีโครงการร่วมมือจากไทยและกัมพูชาจนได้ข้อมูลเพิ่มในหลายพื้นที่ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของอารยธรรม เมื่อหลายพันปีก่อนมีเส้นทางติดต่อกันระหว่างเมืองนครวัดกับเมืองพิมายโดยอาศัยช่องทางตาเมือนช่องเขาในเทือกเขาพนมดงรัก ตลอดพื้นที่มีร่องรอยการอยู่อาศัยของผู้คนมากมาย มีชุมชนกระจายหนาแน่นในแหล่งเมืองแร่และผลิตเกลือ มีการสืบต่อและใช้พื้นที่อย่างต่อเนื่อง นักวิจัยพยายามหาว่ามีความสัมพันธ์มากน้อยเพียงใดระหว่างกลุ่มคนเหล่านั้น มีการศึกษาอารยธรรมขอมที่รุ่งเรืองเมื่อ 1500 ปีก่อน รุ่งเรืองยาวนานถึง 800 ปี ก่อนจะร่วงโรยเมื่อ 700 ปีที่แล้ว ทุกวันนี้พนมดงรักใช้แบ่งเขตไทยกับกัมพูชา แต่ก็มีช่องเขานับสิบแห่งที่เป็นช่องทางติดต่อค้าขายและสัญจรไปมาของผู้คน เช่น ช่องจอม ที่ใช้ในการติดต่อค้าขายและเดินทางไปเล่นการพนันในกัมพูชา แม้ปัญหาการเมืองเป็นอุปสรรค แต่การเดินทางติดต่อในช่องทางเหล่านี้ไม่เคยเงียบหาย มีเรื่องราวในอดีตและความทรงจำจากคนในพื้นที่ในแง่การดำเนินชีวิตตามวิถีของตน

 

Read more...

พันแสงรุ้ง ตอน พนมดงรักศึกษา ๑ ภูมิศาสตร์ชาติพันธุ์

แอ่งโคราชหรืออีสานใต้มีภูมิศาสตร์ที่มีเทือกเขาพนมดงรัก และมีแม่น้ำชีและแม่น้ำมูลไหลลงบรรจบกับแม่น้ำโขงทางทิศตะวันออก เหนือเทือกเขาพนมดงรักมีชาติพันธุ์ขแมร์ลือ เขมรถิ่นไทย ส่วนด้านล่างมีชาติพันธุ์ขแมร์กรอง หรือกัมพูชาในปัจจุบัน ซึ่งเรียกเทือกเขาพนมดงรักว่าพนมดองแหรก ด้วยความที่มีประวัติศาสตร์ทางชาติพันธุ์ที่หลากหลายจึงมีการเรียนรู้เรื่องราวพนมดงรักศึกษา อีสานใต้มีคนพูดเขมรถิ่นไทย 1.4ล้านคน มีคนพูดภาษากูยถึง 4 แสนคน และมีคนพูดภาษาเยอ ประมาณ1หมื่นคน นอกจากนี้ยังมีการพูดภาษาลาวอีสาน ไทยกลาง อีกด้วย คนเขมรถิ่นไทยหรือขแมร์ลือ มีการดำเนินชิวิตเช่นเดียวกับคนไทยเชื้อสายอื่น ทำนาทำไร่ และมีฝีมือทางทอผ้าที่สวยงาม มีความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ นับถือผีปู่ย่า พิธีกรรมต่างๆมักเกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษและสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น พิธีเปิดยุ้งฉางหลังฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อจะได้ใช้ข้าวเปลือกได้อย่างสบายใจและมั่นใจว่าการทำนาในครั้งหน้าจะได้ผลดี มีพิธีทำบุญขวัญข้าว พิธีแซนโดนตา เซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษที่ลูกหลานเครือญาติต้องกลับมาร่วมทำบุญทุกปี พิธีเลงมะม็วดที่เยียวการเจ็บไข้ได้ป่วยมีการร่ายรำผสานกับเพลงกันตรึม พิธีแต่งงานแบบดั้งเดิมที่มีเพลงกันตรึมพื้นบ้าน ส่วนคนไทยเชื้อสายกูย ส่วนมากอาศัยในสุรินทร์และศรีสะเกษ กูย หมายถึง คน แต่บางคนเรียกชาวกูยว่าข่า หรือส่วย ซึ่งไม่ค่อยเหมาะสม ชาวกูยเชื่อเรื่องผีและวิญญาณเช่นกัน วิญญาณบรรพบุรุษ มีการเสี่ยงทายชะตากรรมและหาทางเยียวยาการเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยการอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชาวกูยมีความสามารถด้านคล้องช้างและเลี้ยงช้าง เครื่องมือโลหะ และทำนาทำไร่ จึงมีความเชื่อเฉพาะตัว เช่น ถือว่าตะกวดเป็นตัวแทนความอุดมสมบูรณ์ และชาวไทยเชื้อสายเยอมักอาศัยอยู่ในสุรินทร์และศรีสะเกษเช่นกัน ภาษาเยอมีความอ่อนหวานไพเราะ มีความคล้ายภาษากูย ชาวเยอมีอัตลักษณ์ในการทอผ้าและการแต่งกาย การแต่งกายด้วยกระดุมเงินและผ้าไหม จะเห็นได้ว่าชาติพันธุ์เหล่านี้มีการอาศัยอยู่ร่วมกันในอีสานใต้ ดังนั้นจะพบได้ว่าหลายพิธีทำตามบรรพบุรุษร่วมกันและหลายพิธีก็มีการทำบุญร่วมกัน เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างผสมผสานมีจุดหมายที่อยู่ร่วมกันอย่างผาสุข

 

Read more...