พันแสงรุ้ง ตอน นครน่าน

เมืองน่าน เมืองเล็กในหุบเขาที่มีประวัติศาสตร์ของตัวเอง มีสัมพันธ์กับสุโขทัย ล้านช้าง หลวงพระบาง พม่า และล้านนาอื่น ๆ น่านมีอัตลักษณ์หลายอย่างที่น่าสนใจ ในช่วง5-10ปีที่ผ่าน กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกล่าวขานถึงความงดงามของชาวบ้านไม่ว่าจะวัฒนธรรม วิถีชีวิต และธรรมชาติ คนน่านเริ่มต้นตั้งบริเวณทางภาคเหนือของจังหวัดแถบอ.ปัวต่อมาก็ขยายถิ่นฐานลงมาแถบอ.เมืองในปัจจุบัน น่านมีการผลิตเกลือแหล่งเดียวในเขตล้านนาจึงเคยเกิดสงครามแย่งชิงบ่อเกลือขึ้นด้วย คนน่านมีภูมิปัญญาในมีการบันทึกเรื่องราวที่เป็นระบบตั้งแต่อดีต จึงมีหลักฐานทางประวัติศาตร์มากมาย น่านมีอาณาจักรเป็นอิสระ มีสกลุเงินของตนเอง เป็นอิสระอยู่นานคนน่านจึงเรียกตนเองว่า นาน แม้น่านเคยเป็นถูกปกครองโดยเชียงใหม่และพม่าเป็นบางครั้ง และมาขึ้นกับรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน แต่น่านก็ได้รับอิทธิพลจากสุโขทัยมากเพราะมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ สุโขทัยเป็นปู่ส่วนน่านถือเป็นหลาน ด้วยน่านอยู่ห่างไกล เป็นเมืองชายขอบ การติดต่อกับคนภายนอกล่าช้า และยึดมั่นในพุทธศาสนา ทำให้สามารถรักษาเอกลักษณ์ของตนได้อย่างโดดเด่น น่านมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ไทยวน ไทยลื้อ เมี่ยน ลัวะ ม้ง ญวน ขมุ และมลาบรี แต่ทุกฝ่ายก็มีการรวมตัวกันการรักษาวัฒนธรรมของตนอย่างดี นครน่านนับเป็นตัวอย่างของพัฒนาการแห่งรัฐที่เป็นตัวของตนเอง มีการเติบโตอย่างช้าๆและมั่นคง

 

Read more...

พันแสงรุ้ง ตอน โซ่ทะวืงที่ส่องดาว

ชาวโซ่ในประเทศไทย มี 2 กลุ่มโซ่กุสุมา และโซ่ทะวืง แต่ชาวโซ่ทะวืงเหลือเพียง 2,000 คน อาศัยรวมกันที่ต.ปทุมวาปี อ.ส่องดาว จ.สกลนคร ในอดีตช่วง ร.3 สยามรบกับลาวและเวียดนาม ชาวโซ่ทะวืงจึงอพยพจากเมืองคำเกิดคำม่วงข้ามลำน้ำโขงมาที่อ.คำม่วง จ.กาฬสินธ์ ต่อมาย้ายถิ่นมาบ้านจำปาทุ่ง จ.สกลนคร และลงหลักปักฐานที่อ.ส่องดาวทั้ง 4 หมู่บ้านเมื่อร้อยปีก่อน แต่ไม่ว่าจะย้ายกี่ครั้งก็ยังคงวนเวียนแถบชายป่าเทือกเขาภูพานตลอดมา ที่บ้านหนองม่วงมีคนโซ่ทะวืงมากที่สุดแต่ก็อาศัยอยู่กับเชื้อชาติอื่นด้วยทั้ง ย้อ ลาว ภูไท เวลาพบปะกันก็เลือกใช้ภาษาที่เหมาะสม ภาษาโซ่ทะวืงนักวิชาการจัดให้เป็นภาษาที่เสี่ยงสูญพันธ์ คนรุ่นใหม่ไม่พูดภาษาโซ่ทะวืงแล้ว ภาษาโซ่ทะวืงเป็นภาษาในกลุ่มเวียดติกส์ เพราะมีศัพท์พื้นฐานใกล้เคียงเวียดนาม ชาวโซ่ทะวืงได้จึงร่วมกับนักวิจัยมหิดลฟื้นฟูและอนุรักษ์ภาษาโซ่ทะวืงไว้และสืบทอดให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ เริ่มต้นจากรวบรวมความรู้ที่เกี่ยวกับดำเนินชีวิตประจำวัน ความรู้ด้านสมุนไพรที่รู้จักในภาษาโซ่ทะวืงเท่านั้น ต่อมาพัฒนาให้มีการเรียนการสอนแก่เยาวชนในโรงเรียน นักวิจัยชาวบ้านการแทรกภาษาโซ่ทะวืงในวิทยุชุมชน ฟื้นฟูการละเล่นเก่าๆ ขนบธรรมเนียม ทำให้ผู้คนในชุมชนรู้คุณค่าของตนและพยายามหาทางว่าจะรักษาไว้ได้อย่างไร

 

Read more...

พันแสงรุ้ง ตอน การร่ายรำอันศักดิ์สิทธิ์พิธีเลงมะม็วดและแกลจะเอง

พิธีเลงมะม็วดเป็นความเชื่อด้านความเยียวยารักษาความเจ็บป่วยของชาวไทยเชื้อสายเขมร แต่ก็ยังมีพิธีลีกูมะม็วดที่จัดขึ้นเพื่อไหว้ครูเพื่อขอขมาลาโทษหากร่างทรงทำสิ่งใดล่วงเกินไป มักทำในช่วงกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ในการไหว้ครูแม่ครูมะม็วดหรือร่างทรงที่ได้รับการนับถือสูงสุดจะทำพิธี มีการจุดเทียน และจะเชิญเทพเทวดาผีมาประทับทรง ส่วนพิธีเลงมะมวดมีความหมายว่า เล่นเข้าทรง ใช้ในการรักษาในกลุ่มชาวบ้านไทยเชื้อสายเขมร มะม็วดหรือร่างทรง เป็นสื่อกลางระหว่างบรรพบุรุษ วิญญาณ เทพ หรือผีดีที่คอยดูแลว่าใครทำผิดจารีตหรือไม่เหมาะสม แล้วจะดลให้เจ็บไข้ได้ป่วย ต้องจัดให้ทำพิธีเลงมะม็วดเพื่อถามหาสาเหตุ มีการหาวิธีแก้ บนบาน ขอขมา และจัดพิธีแก้บนต่อไป เมื่อวิญญาณมาประทับแล้วจะมีการแต่งตัวเริ่มร่ายรำ และต้องมีการกำหลาบผีร้ายที่จะมารบกวนในพิธี จากนั้นมะม็วดรองลงมาจะทำพิธีต่อ แต่ละคนมีการแสดงออกต่างกันแต่มีจังหวะที่เข้าไปกับเพลงกันตรึม การร่ายรำในพิธีเลงมะม็วดมีเพลงกันตรึมเป็นปัจจัยสำคัญ แสดงให้เห็นอิทธิพลของเพลงกันตรึม ส่วนพิธีแกลจะเองเป็นความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายกูย เป็นความเชื่อด้านความเยียวยารักษาความเจ็บป่วยเช่นเดียวกัน โดยเมื่อมีคนเจ็บป่วยคนทรงจะทำพิธีอาโปล โดยเสี่ยงทายหาสาเหตุด้วยหลายวิธีการ แต่มักใช้การตั้งไข่ดิบ ตั้งคำถามถ้าใช่ไข่จะตั้ง ถ้าไม่ไข่จะล้ม หากมีการเจ็บป่วยโดยไม่รู้สาเหตุแล้วทำนายว่าตนเองเป็นจะเองหรือร่างทรง แต่ไม่ได้นับถือและไหว้ครูทำให้ผีบรรพบุรุษโกรธ ต้องทำพิธีรำไหว้ครูจะเองเพื่อให้หายป่วย พิธีร่ายรำมีการทำปะรำพิธีที่สวยงาม ให้แม่ครูชาวกูย ที่เรียกว่า จะเอง จะเชิญเทวดา เจ้าที่ ผีบรรพบุรุษมาเป็นประธานและประทับทรง เมื่อประทับทรงร่างกายอาจสั่นหรือมีการร่ายรำ มีการร่ายรำดาบเพื่อกำหราบผีร้ายไม่ให้มารบกวนพิธี จากนั้นก็ทำพิธีเชิญผีเข้าคนทรงคนใหม่ที่ขอเรื่องความเจ็บป่วย หากประทับทรงไม่สำเร็จจะค่อยๆขยับออกสู่ร่างอื่นที่เป็นเครือญาติตามลำดับ คนทรงจะมีการแสดงออกต่างกันไป จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 พิธีมีความคล้ายคลึงกัน และจากพิธีมีหลายคนหายป่วยจริงแต่ก็ไม่มีใครหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเพราะเหตุใด แต่สิ่งที่ทำให้พิธีกรรมเหล่านี้ยังคงอยู่ เป็นเพราะความเป็นจริงไม่มีการแพทย์ที่สมบูรณ์แบบ ราคาถูก รักษาได้ทุกโรค และตอบสนองทั้ง กายใจ สังคม จิตวิญญาณ แต่พิธีกรรมเหล่านี้สามารถตอบสนองความต้องการได้ในหลายมิติ

 

Read more...

พันแสงรุ้ง ตอน กันตรึมประยุกต์

สภาพสังคมและการเลื่อนไหลทางวัฒนธรรมทำให้กันตรึมมีการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย โรงเรียนบ้านกะลัน จ.สุรินทร์ได้สนับสนุนให้นักเรียนทำวงกันตรึมที่ผสมผสานท่วงท่ารำและดนตรีที่หลากหลาย เพราะเห็นว่ากันตรึมมีพัฒนาการและรูปแบบที่หลากหลาย กันตรึมที่มีการรำไม่เป็นแบบแผน เนื้อร้องที่มีภาษาอื่นมาปน คือ กันตรึมสมัยใหม่ แต่ถ้านำดนตรีและเพลงพื้นบ้านมาใส่ มีท่วงท่ารำ คือ กันตรึมอนุรักษ์ ส่วนกันตรึมประยุกต์ จะนำสากลเข้ามาใส่ นุ่งกระโปรง มีท่าเต้นไม่มีการรำ แต่เครื่องดนตรีปี่อ้อที่ใช้ในวงกันตรึมนับวันยิ่งหาคนสืบทอดยากเพราะเป่ายากและเสียงเป็นเอกลักษณ์ไม่สามารถปรับให้เข้ากับกันตรึมประยุกต์ได้ กันตรึมอยู่ในสายเลือดของชาวอีสานใต้จึงมีการปรับเปลี่ยนไปตามความนิยมกลายเป็นกันตรึมประยุกต์ มีการขยายฐานและตอบสนองผู้บริโภคที่หลากหลาย เพิ่มเนื้อร้องเป็นภาษาอีสาน ภาษาไทยกลาง เพิ่มดนตรีสากลเข้าไป เพิ่มการแสดงบนเวที ต่อมาเกิดการแต่งเนื้อร้องที่ไม่สุภาพและหยาบโลน มีการแต่งตัวไม่เหมาะสมจนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ นักวิจัยจึงได้จัดเวทีเสวนาเพื่อหาแก้ปัญหาร่วมกัน ช่วยกันคิดช่วยกันกำหนดทิศทางจากคนที่รักกันตรึม

 

Read more...

พันแสงรุ้ง ตอน กันตรึม ดนตรีแห่งชีวิต

กันตรึมพื้นบ้านมีความสนิทแนบแน่นกับพิธีกรรมและวิถีชีวิตพื้นบ้านของชาวบ้านอีสานใต้ซึ่งมีเชื้อสายเขมร ชาวบ้านใช้กันตรึมในงานพิธีต่าง ๆ กันตรึมมีเนื้อร้องเป็นภาษาเขมร ทำนองของดนตรีที่เป็นเสียงโจ๊ะ ตรึม ตรึม จึงสันนิษฐานว่าเป็นที่มาของชื่อกันตรึมนั่นเอง การเล่นเพลงกันตรึมในสมัยก่อนเพื่อประกอบพิธีกรรมการเจ็บไข้ได้ป่วยมาจากเทวดาอารักษ์ลงโทษเพราะผู้ป่วยทำผิด ในสมัยนั้นจึงเรียกว่าเพลงอารักษ์ การเล่นเพลงทุกครั้งต้องขึ้นด้วยเพลงไหว้ครูทุกครั้ง จากนั้นจะเล่นทำนองแห่ พิธีการ เบ็ดเตล็ดขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน วงดนตรีประกอบด้วยกลองเสียงทุ้มกับเสียงแหลม ซอ ปีอ้อ และจะเสริมด้วยฉิ่ง ฉาบเล็ก และกรับตามความเหมาะสม แต่ปัจจุบันคนสนใจสืบทอดกันตรึมน้อยลง อ.อนันต์ สบฤกษ์ของม.มหิดลได้ร่วมมือกับผู้รู้ ครูเพลงพื้นบ้าน นักดนตรี รวบรวมเพลงกันตรึมเพราะมองเห็นคุณค่าวัฒนธรรมและให้ดนตรีเหล่านี้สืบทอดไปยังลูกหลานสืบไป

 

Read more...